Lab Test
..........................

Food Allergy
..........................
ภูมิแพ้ อาหารแอบแฝง
US.Biotek ตรวจภูมิแพ้อาหารแอบแฝงสำหรับเด็ก
คือการตรวจเพื่อให้ทราบว่าอาหารชนิดใดเหมาะหรือไม่เหมาะกับร่างกายของแต่ละจัดเป็นการตรวจการแพ้แบบ Non-IgE mediated disorder หรือที่หลายคนเรียกว่า การตรวจภูมิแพ้แบบแอบแฝงโดยใช้เทคนิค ELAISA
ทำไมต้องตรวจ… ?
1. เนื่องจากอาการแพ้เกิดขึ้นภายหลังได้รับ allergen 2-72 ชั่วโมง จึงเป็นการยากที่จะทราบว่าเราแพ้อะไร
2. ค่าใช้จ่ายในการตรวจอยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาล ค่ารถ ค่าเสียเวลา ฯ ที่ต้องไปพบแพทย์เมื่อมีอาการแพ้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
3. การหลีกเลี่ยงอาหารที่ร่างกายมีปฎิกิริยา เป็นการรักษาภูมิแพ้แบบแอบแฝงที่ต้นเหตุ
ข้อบ่งชี้ในการตรวจ
- ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ โรคกลุ่มออโตอิมมูน ในเด็กที่มีพัฒการล่าช้า
- ผู้ที่มีพฤติกรรมชอบทานอาหารซ้ำๆ
- ผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้แต่ผลตรวจ IgE เป็น Negative
- ในเด็กที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน
- กลุ่มที่อาการตามที่กล่าวไว้ข้างต้นเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
รายการอาหารที่มีให้เลือก
- 96 General Food
- 96 Asian Food
- 96 Vegetarian
- 96 Japanese
- 96 Mexican
วิธีการเก็บตัวอย่าง ปริมาณเลือดที่ใช้
- ใช้เลือด 5 มิลลิลิตร หรือ 3 stripe โดยใช้วิธีหยดเลือดลงบนแผ่นเก็บเลือดทั้ง 3 แผ่นให้ชุ่ม
(ห้ามเอาปลายนิ้วป้ายลงบนแผ่นเก็บเลือด) ทิ้งไว้ให้แห้งในอุณหภูมิห้องประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นเก็บใส่ซองโดยไม่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น โดยเลือดตัวอย่างมีอายุ 60 วัน
ระยะเวลาที่ใช้จัดส่ง ตรวจ และออกผล ประมาณ 1 เดือนหรือน้อยกว่านั้น
ข้อแนะนำในก่อนการตรวจ
1. ผู้รับการตรวจ ต้องมีอายุมากกว่า 1ปีขึ้นไป
2. ผู้ที่ต้องตรวจควรงดยาหรือวิตามินอย่างน้อย 4วันก่อนเข้ารับการเก็บตัวอย่างเลือดยาหรือวิตามินที่ควรงดได้แก่
- กลุ่ม Steroid-Antibiotic (กลุ่มปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ)
- ยาหรือวิตามินที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน
- ยาหรือวิตามินแก้แพ้ แก้หวัด
- ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาลดการอักเสบ
- ผู้ได้รับวิตามินซีมากกว่าหรือเท่ากับ5กรัมต่อวัน
- ได้รับการบำบัดด้วยการทำเคมี
3. ในกรณีที่ได้รับวัคซีน ควรรับการตรวจหลังจากได้รับวัคซีน 1 เดือนขึ้นไป
* การงดยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร *
ตรวจภูมิแพ้อาหารแอบแฝงสำหรับผู้ใหญ่
• Alcat 280
เป็นการทดสอบเพื่อหาความสัมพันธ์กันระหว่างอาหารหรือสารปรุงแต่งอาหารกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะความผิดปกติต่างๆในร่างกายได้ซึ่งมักจะเกิดอาการเรื้อรัง ซึ่งอาการที่พบโดยส่วนใหญ่ได้แก่ ปวดศีรษะไมเกรน,น้ำหนัก...., เมื่อยล้า, ภาวะสมาธิสั้น,ไขข้ออักเสบ,ความผิดปกติเกี่ยวกับผิวหนังและการหายใจ, การติดเชื้อซ้ำซ้อนของหูในเด็ก, ภาวะซึมเศร้า ฯลฯ
การตรวจ Alcat Test เป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด IgG ที่จะเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นโดยอาหารและสารปรุงแต่งอาหารที่ใช้ในการทดสอบจำนวน 280 ชนิด (อาหาร 250 และสารปรุงแต่งอาหาร 30 ชนิด)
ข้อดีของการตรวจ Alcat Test
ทราบชนิดของอาหารหรือกลุ่มของอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงได้ เพิ่มช่องทางในการรักษาอาการหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุหรืออาการเรื้อรังอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้
ผลการตรวจจะถูกแสดงออกมาระดับของความรุนแรงที่อาหารหรือสารปรุงแต่งที่ตรวจมีผลกระทบต่อร่างกายซึ่งจะแสดงออกมาใน 3 ระดับคือมาก, ปานกลาง และ น้อย โดยที่ผลจะถูกแสดงออกมาใน 2 ส่วนคือ
สี แบ่งเป็น 4 สีคือ
- แดง (มาก)ควรงดอาหารหรือสารปรุงแต่งที่แพ้อย่างน้อย 6 เดือน
- ส้ม (ปานกลาง)ควรงดอาหารหรือสารปรุงแต่งที่แพ้อย่างน้อย 3 เดือน
- เหลือง (น้อย)ควรงดอาหารหรือสารปรุงแต่งที่แพ้อย่างน้อย 1 เดือน
- เขียว (ปกติ)แสดงถึงอาหารหรือสารปรุงแต่งที่สามารถรับประทานได้
ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจ
ในเด็กเล็กที่ต้องการตรวจต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไปเท่านั้น เพราะจะทำให้ผลการตรวจที่ได้จะไม่ถูกต้อง เนื่องจากภูมิคุ้มกันชนิด IgG ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนนั้นยังไม่ถูกสร้างและเด็กยังคงใช้ ภูมิคุ้มกันจากแม่อยู่
ผู้ที่ต้องการตรวจควรงดยาหรือวิตามิน 4 – 7วันก่อนเข้ารับการเจาะเลือดโดยที่ยาหรือวิตามินที่ต้องงดได้แก่
- ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น Steroid, Hormone ทดแทน
- ยาหรือวิตามินที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน
- ยาหรือวิตามินแก้แพ้ ,แก้หวัด
- ยาแก้ปวด,ยาคลายกล้ามเนื้อ,ยาลดการอักเสบ
- ยาปฏิชีวนะ(ยาฆ่าเชื้อ)(Antibiotics)
- ผู้ที่ได้รับวิตามินซี มากกว่าหรือเท่ากับ 5 กรัมต่อวัน
- ได้รับการบำบัดด้วยการทำเคมีบำบัด
ในยากลุ่มที่ถูกระบุขึ้นดังกล่าวเป็นเพียงกลุ่มยากว้างๆซึ่งยาในบางกลุ่มมียาที่สามารถรับประทาน ทั้งนี้หากไม่แน่ใจว่ายาที่รับประทานอยู่ต้องงดหรือไม่ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อน
• IgG 222
อาหาร คือสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายในการเสริมสร้างและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ซึ่งต้องมีความหลากหลายและปริมาณที่พอเหมาะ จึงจะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ในขณะเดียวกัน อาหารที่เหมาะสมกับคนอื่นอาจไม่เหมาะสมกับร่างกายเรา เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเราไม่ยอมรับ อาหารนั้นก็อาจเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย และก่อให้เกิดภาวะความเสื่อมไปทั่วร่างกายได้เช่นกัน สิ่งที่เราเรียกว่าอาหารนั้น ก็จะกลายเป็นสารพิษแทน
ทำไมต้องตรวจภูมิแพ้ต่ออาหาร ร่างกายของคนเรามีปฏิกิริยาตอบสนอง หรือการแพ้อาหารที่เรารับประทานในระดับทีแตกต่างกัน การแพ้อาหารในรูปแบบของผื่นลมพิษ ( Urticaria Rash)หรือการหอบหืด( Asthmatic attacks) เป็นรูปแบบการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอมผ่าน Immunoglobulin E หรือ IgE หรือ Acute Food Allergy ซึ่งจะเกิดขึ้นทันทีอย่างรวดเร็วหลังการรับประทานอาหารชนิดนั้นปฏิกิริยาอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นได้ช้า นับเวลาเป็นชั่วโมง หรือเป็นวัน หลังการรับประทานอาหารนั้นๆ เป็นรูปแบบการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอมผ่าน Immunoglobulin G หรือ IgG หรือ Food Intolerance ปฏิกิริยารูปแบบนี้เกิดจากการรับประทานอาหารชนิดเดิมอย่างซ้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมา จนร่างกายแสดงอาการออกมาในรูปแบบการสร้าง IgG ตอบสนองต่ออาหารซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอม อาการแสดงจะ
แตกต่างกันออกไปในระหว่างบุคคล แต่โดยมากแสดงออกในรูปผื่น อาการคันตามผิวหนัง
อ่อนเพลีย ไม่มีแรง รู้สึกง่วงผิดปกติ เมื่อเรายังรับประทานอาหารตัวเดิมต่อ ก็เหมือนเป็นการบั่นทอนสุขภาพ สะสมต่อเนื่องจนก่อให้เกิดปัญหาโรคเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น กลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง โรคระบบลำไส้รั่ว ลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือแม้แต่เกิดการรบกวนระบบประสาทและความจำ เช่น ในภาวะสมาธิสั้น เครียด ไมเกรน เป็นต้น
การแพ้อาหารแบบแอบแฝง ( IgG) ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง
- ปวดศีรษะ ไมเกรน
- ภาวะสมาธิสั้น
- หดหู่ กังวลใจ
- คัดจมูก น้ำมูกไหล หอบหืด
- แผลในปากเรื้อรัง
- สิว และผดผื่น
- ท้องผูก จุกเสียดแน่นท้อง
- ลดน้ำหนักได้ยาก
- ปวดกล้ามเนื้อ คันหรืออักเสบที่ผิวหนัง
- เคืองตา ปวดกล้ามเนื้อบริเวณรอบตา ขอบตาช้ำ
- คลื่นไส้อาเจียน มีแผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น
- ท้องเสีย ลำไส้ระคายเคือง (IBS)
- ความผิดปกติทางระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคแพ้ภูมิตนเอง, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์,SLE
• IgE
เป็นปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ ทำให้เกิด allergen-specific immunoglobulin E(IgE) antibody หลังจากสัมผัสสารกระตุ้นการแพ้ในสิ่งแวดล้อม ทำให้ mast cell หลั่งสาร histsmine,Leukotrienes, และ prostaglandins ออกมาทำให้เกิดเป็นอาการต่างๆกัน เช่น Shockorgan, Gastrointestinal linning Skin, Eyes/nasal mucous, Bronchial linning
ตัวอย่างอาการเช่น : Vomiting ( อาเจียน), diarrhea (ท้องเสีย),
Eczema (ผื่นผิวหนัง), urticaria (ลมพิษ), Rhinoconjunctivitis (ทางเดินหายใจอักเสบ), Wheeze, asthma (หอบหืด)
ความสำคัญของ IgE ในโรคภูมิแพ้
IgE (E = erythema) ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง 2 ท่านคือ Prof. Kimishige Ishizaka ( จากDenver USA )และ Prof. Gunnar Johannson (จากสวีเดน) รายงานการค้นพบในปี ค.ศ.1963 ระดับ IgE เกี่ยวข้องทั้งการกำเนิดของโรคและ ความรุนแรงของโรคภูมิแพ้ ซึ่งต่อมา Burrows และคณะได้แสดงให้เห็นว่าระดับของ IgE ในซีรัมมีความสัมพันธ์ กับอุบัติการณ์ของโรคหืดในผู้ป่วยทุกอายุ นอกจากนี้ยังพบว่า specific IgE ที่สูงจะสัมพันธ์กับความรุนแรงของผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ด้วย

Prostate Cancer Test

ตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ตรวจเลือดแล้ว พบว่าค่า PSA อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งช่วยให้แพทย์และผู้ป่วยตัดสินใจได้ว่า ควรจะตรวจชิ้นเนื้อหรือไม่ เพื่อลดการผ่าตัดชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากโดยไม่จำเป็น การตรวจนี้มีความแม่นยำสูงและไม่มีผลข้างเคียง

DNA Genetic Cancer Risk Test
เทคโนโลยีขั้นสูงในการวิเคราะห์ถอดรหัสพันธุกรรม ที่เรียกว่า Advance next-gen sequencing (NGS) ตรวจสอบผลโดยแพทย์ที่ผ่านการรับรองโดย American Board ตรวจเพียงครั้งเดียวโดยไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำ สามารถประเมินความเสี่ยงมะเร็งจากพันธุกรรมทั้งเนื้องอกและมะเร็งได้ถึง 25 ชนิด เพียงการเจาะเลือดเท่านั้น


Quad Test
การตรวจหาภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารและตัวบ่งชี้ภาวะการอักเสบของลำไส้ในอุจจาระ เพื่อคัดกรองความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยรอผลตรวจภายใน 1 ชั่วโมง

PanCa Monitor Test
ใช้สำหรับตรวจดูความรุนแรงของโรค การตอบสนองของการรักษา และการกลับมาใหม่ของมะเร็งชนิดนั้น หลังจากการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งการทดสอบมีความแม่นยำสูง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง 17 ชนิด ได้แก่
- มะเร็งลำไส้ใหญ่
- มะเร็งเต้านม
- มะเร็งต่อมลูกหมาก
- มะเร็งรังไข่
- มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
- มะเร็งลำไส้เล็ก
- มะเร็งต่อมไทรอยด์
- มะเร็งตับอ่อน
- มะเร็งท่อน้ำดี
- มะเร็งผิวหนัง
- มะเร็งของศีรษะและลำคอ
- มะเร็งปอด
- มะเร็งหลอดอาหาร
- มะเร็งตับ
- มะเร็งกระเพาะอาหาร
- มะเร็งไต
- มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ


Natural Killer Cells Therapy

ป่วย) จนได้ปริมาณมากพอ จึงฉีดเซลล์ภูมิคุ้มกันนี้กลับเข้าผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น คุณลักษณะพิเศษของการรักษาโดยใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันนี้ คือ ไม่เกิดพิษหรือผลเสียต่อผู้ป่วยเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น นอกจากนี้ยังใช้เซลล์ของผู้ป่วยเอง ( Autologous cells ) จึงมีผลข้างเคียงน้อย และไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลซึ่งผู้ป่วยที่มีการรักษามะเร็งด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วใช้ร่วมกับเซลล์ภูมิคุ้มกันนี้ จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น โดยปกติร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันโรคที่จะตรวจจับและทำลายเชื้อโรคหรือไวรัส ที่เข้ามาทำลายเซลล์ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันโรคจะทำลายเชื้อที่บุกรุก แล้วขับออกจากร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์ภูมิคุ้มกันมีบทบาทสำคัญที่ทำหน้าที่นี้ เมื่อใดที่ระบบภูมิคุ้มกันโรคเสียสมดุล จะทำให้เชื้อโรคและเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้นในร่างกาย การรักษาโดยใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันจึงเป็นการรักษาโดยกระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อคืนความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันโรคในการกำจัดหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
Natural Killer Cells Therapy หรือ NK Cells Therapy เป็นตัวหลักในการทำหน้าที่ในการกำจัดเซลล์มะเร็งและ เชื้อไวรัส โดย NK cells มีกลไกการแยกแยะสิ่งแปลกปลอมที่ต่างจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ที่เรียกว่า Major Histocompatibility complex (MHC) และไม่ต้องอาศัยการกระตุ้นจาก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษามะเร็ง ( นอกจากวิธีการผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด และอื่น ๆ ) ซึ่งหลักการของการรักษานี้นำเอาเทคโนโลยีการแพทย์ระดับเซลล์ เริ่มโดยนำเลือดผู้ป่วยออกมาแล้วแยกเซลล์ชนิด PBMC (การแยกเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์) นำมาเพาะเลี้ยงทางห้องปฏิบัติการ (โดยเพาะเลี้ยงนอกร่างกายผู้
บทบาทหน้าที่ของ NK cell ต่อการทำลายเซลล์มะเร็ง
- The Effect in Removing Cancer Cells that are Generated Every Day ร่างกายของเรามีเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติเกิดขึ้นนับพันเซลล์ต่อวัน NK Cell มีหน้าที่ในการค้นหาและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้นก่อนที่จะมีโอกาสแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจนแสดงออกเป็นโรคมะเร็งในที่สุด
- The Effect in Preventing Recurrence and Metastasis of Cancer ในกรณีที่มะเร็งนั้นแม้จะรักษาหายแล้วแต่ในความเป็นจริงอาจจะยังมีเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งจำนวนเล็กน้อยเล็ดรอดอยู่และรอคอยโอกาสในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและกลับเป็นซ้ำในที่สุด NK Cell จะคอยตามหาเซลล์ดังกล่าวและทำลาย กล่าวคือ NK Cell มีบทบาทในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
- The Effect in Enhancing Immune Response to Cancer ในกลไกการทำลายเซลล์มะเร็งของระบบภูมิคุ้มกันนั้นต้องอาศัยการทำงานของร่วมกันของเซลล์เม็ดเลือดในระบบภูมิคุ้มกันหลายชนิดทั้ง Dendritic Cell และ Cytotoxic T Cell โดยพบว่า NK Cellจะช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์ดังกล่าวโดยการหลั่งไซโตไคน์หลายชนิด ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งมากขึ้น
ปัจจุบันทางการแพทย์สามารถตรวจ NK Cell Count และ NK Activity ได้ เพื่อประเมินความสามารถในการทำลายเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็งของแต่ละบุคคลได้จากการเจาะเลือด ดังนั้นผู้ที่ควรได้รับประโยชน์จากการตรวจคือสำหรับผู้ที่ตรวจแล้วพบว่า มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ ซึ่งนั้นหมายถึง กลุ่มคนที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้บ่อยขึ้น หายยากขึ้นร่วมทั้งมีความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วย เราจึง แนะนำการตรวจ NK cell ในคนที่มีความเสี่ยงต่างๆ
สมดุลระหว่างภูมิคุ้มกันโรคกับเซลล์มะเร็ง

เคมีบำบัดสามารถลดความแข็งแรงของเซลล์มะเร็งได้ในระยะสั้น และเป็นการยากที่จะกำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างถาวรด้วยวิธีนี้ นอกจากนี้เคมีบำบัดยังไปกดการทำงานของไขกระดูก ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคโดยตรง ซึ่งทำให้ง่ายต่อการติดเชื้อ แม้ว่าเคมีบำบัดจะลดขนาดมะเร็งแต่มันไม่สามารถเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันโรคเพื่อป้องกันการเกิดเป็นซ้ำได้ เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตจนมีขนาดใหญ่ได้เพราะเซลล์มะเร็งแข็งแรงกว่าระบบภูมิคุ้มกัน แม้ว่าวิธีใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถหยุดยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง แต่มันไม่สามารถลดขนาดเซลล์มะเร็งได้ในระยะสั้นนอกจากต้องได้รับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันซ้ำๆ
เมื่อเกิดการกลายพันธุ์ในเซลล์ขึ้น อาจส่งผลให้เซลล์นั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็ง โดยทั่วไปแล้วเซลล์ที่กลายพันธุ์จะถูกกำจัดโดยระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เซลล์มะเร็งเข้มแข็งกว่าเซลล์ทั่วไป เซลล์มะเร็งจะเจริญเติบโตและมีอิทธิพลเหนือเซลล์อื่น และไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน จึงเป็นปัจจัยต่อการพัฒนาของเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็ว เมื่อเซลล์มะเร็งถูกกำจัดออกโดยการผ่าตัดหรือการฉายรังสี โดยเฉพาะการฉายรังสี อาจมีผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันได้ ถึงแม้ว่าจะสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันกลับฟื้นสภาพ อย่างไรก็ตามอาจเกิดการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำอีกเพราะเซลล์มะเร็งถูกกำจัดออกไปได้ไม่หมด
การรักษาด้วย NK Cell หลังจากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดหรือทางเลือกอื่นจะทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การทำ NK Cell Therapy คือ กระบวนการคัดแยก NK Cell ออกจากเม็ดเลือดปกติ เพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติมาตรฐานสากล โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 15-21 วัน จนได้ NK Cell ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับคนไข้ ก่อนจะนำมาฉีดกลับให้คนไข้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรงขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการปะทะกับเชื้อไวรัสแบบ 1 ต่อ 1 เพิ่มกำลังของหน่วยทหารให้พร้อมต่อสู้กับเชื้อไวรัสและสิ่งแปลกปลอมที่พยายามแทรกเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา การทำ NK Cell Therapy ยังสามารถใช้ร่วมกับการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับอ่อน และมะเร็งปอด เพราะ NK Cell จะคอยทำหน้าที่ค้นหาเซลล์ที่มีหน้าตาผิดปกติและกำจัดซากเซลล์ที่ตายแล้วออกจากร่างกายทุกวัน จึงมีส่วนช่วยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรคร่วมด้วยได้
วิธีการเพิ่ม NK cells โดยการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ
- Pre-Screening : เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เพื่อตรวจสอบระดับและประสิทธิภาพของ NK Cells ก่อนการรักษา
- Blood Drawing : การเจาะเลือดสำหรับใช้กระบวนการเพาะเลี้ยง NK cells
- NK Culture : แยกและเพาะเลี้ยง NK Cells เพื่อเพิ่มปริมาณและประสิทธิภาพการทำงาน
- NK Treatment : ให้ NK Cells กลับเข้าสู่ร่างกาย เพื่อใช้งานตามปกติ

Mesenchymal Stem Cell
MSC (Mesenchymal Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นการใช้เซลล์บำบัด (Live Cell Therapy) คือเซลล์ที่ได้จากสายสะดือ รก เซลล์ไขมัน ผิวหนัง ฟันน้ำนม ไขกระดูก และแม้แต่เลือดประจำเดือน เซลล์ MSC มีคุณสมบัติพิเศษประการหนึ่งก็คือความ สามารถในการที่จะเดินทางไปยังแหล่งที่มีการอักเสบ และสร้างสารชีวภาพที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ต้านการอักเสบ และปรับสมดุลภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งการรักษาด้วยวิธีการใช้เซลล์บำบัด ได้เริ่มต้นเมื่อ ปีพ.ศ. 2454 โดย นายแพทย์พอล นีฮาน ผู้ได้ถูกเรียกว่า บิดาของการทำ Live Cell Therapy โดยการใช้เซลล์จากตัวอ่อนของแกะมาฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อช่วยใน การฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งจากในอดีตจนถึงปัจจุบันได้มีแพทย์ชั้นนำของโลกรวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ได้ให้ ความสนใจในการศึกษาค้นคว้าวิธีการดูแลรักษาสุขภาพ ร่างกายโดยใช้เซลล์บำบัดซึ่งทำให้วิธีการดังกล่าวจัดเป็นหนึ่งในการรักษาของศาสตร์แพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) ที่ได้รับการยอมรับจากหลาย ๆ ประเทศในทวีปยุโรป จึงได้มีการศึกษาถึงคุณสมบัติของ MSC ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงในการรักษาและป้องกันโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันไวเกิน (Autoimmune disease)
ตัวอย่างเช่น
การใช้ MSC เพื่อป้องกันการ เกิดภาวะ GvHD (ภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกายผู้ป่วย) และลดการเกิด Graft rejection ในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก ใช้ในการรักษาโรค ทางสมองที่เรียกว่า Multiple Sclerosis โรครูมาตอยด์ ภาวะ Crohn’s Disease และใช้แทน Anti-interleukin 2 receptor ในคนที่รับการปลูกถ่ายไต โดยเป็นที่ทราบดีว่าโรคเรื้อรังในผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น โรคหลอดเลือดแข็งตัว ที่นำไปสู่ภาวะหัวใจหรือสมองขาดเลือด โรคสมองเสื่อม และแม้แต่โรคมะเร็ง มีสาเหตุมาจาก การอักเสบเรื้อรัง (Chronic inflammation) จึงมีผู้นำ MSC ไปใช้เพื่อลดการอักเสบในภาวะดังกล่าว เช่น ใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดในคนที่เป็นโรคหัวใจและสมองขาดเลือด ใช้ฉีดเข้าข้อเข่าในผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม นอกจากนั้นแล้วจากการศึกษาในห้องทดลอง พบว่า MSC จะสามารถ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ป้องกันการตายของเซลล์ปอดจากพิษของบุหรี่ในสัตว์ทดลอง ป้องกันการตายของเบต้าเซลล์ในตับอ่อนซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนอินซูลินช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ไม่เพียงแต่เท่านั้นในสภาวะที่เหมาะสม สามารถเลี้ยง MSC ให้เป็นเซลล์ตับ เซลล์กระดูก และกระดูกอ่อน ซึ่งการค้นพบ นี้อาจนำไปสู่การใช้ MSC ในการรักษาโรคกระดูกหักจากพันธุกรรม (Osteogenesis imperfecta) และโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) สำหรับขนาดของเซลล์ที่ใช้การศึกษาส่วนใหญ่เลือก ใช้ MSC ฉีดเข้าเฉพาะที่ เข้าทางหลอดเลือด หรือเข้ากล้าม ในขนาด 1-2 ล้านเซลล์ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็น ขนาดที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นการใช้เพื่อการรักษาโรค แต่สำหรับคนที่ต้องการใช้ MSC เพื่อฟื้นฟูสุขภาพหรือเป็นการฉีดเฉพาะที่ก็น่าจะใช้ในขนาดที่ต่ำกว่าได้
MSC (Mesenchymal Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นการใช้เซลล์บำบัด (Live Cell Therapy) คือเซลล์ที่ได้จากสายสะดือ รก เซลล์ไขมัน ผิวหนัง ฟันน้ำนม ไขกระดูก และแม้แต่เลือดประจำเดือน เซลล์ MSC มีคุณสมบัติพิเศษประการหนึ่งก็คือความ สามารถในการที่จะเดินทางไปยังแหล่งที่มีการอักเสบ และสร้างสารชีวภาพที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ต้านการอักเสบ และปรับสมดุลภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งการรักษาด้วยวิธีการใช้เซลล์บำบัด ได้เริ่มต้นเมื่อ ปีพ.ศ. 2454 โดย นายแพทย์พอล นีฮาน ผู้ได้ถูกเรียกว่า บิดาของการทำ Live Cell Therapy โดยการใช้เซลล์จากตัวอ่อนของแกะมาฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อช่วยใน การฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งจากในอดีตจนถึงปัจจุบันได้มีแพทย์ชั้นนำของโลกรวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ได้ให้ ความสนใจในการศึกษาค้นคว้าวิธีการดูแลรักษาสุขภาพ ร่างกายโดยใช้เซลล์บำบัดซึ่งทำให้วิธีการดังกล่าวจัดเป็นหนึ่งในการรักษาของศาสตร์แพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) ที่ได้รับการยอมรับจากหลาย ๆ ประเทศในทวีปยุโรป จึงได้มีการศึกษาถึงคุณสมบัติของ MSC ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงในการรักษาและป้องกันโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันไวเกิน (Autoimmune disease) ตัวอย่างเช่น การใช้ MSC เพื่อป้องกันการ เกิดภาวะ GvHD (ภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกายผู้ป่วย) และลดการเกิด Graft rejection ในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก ใช้ในการรักษาโรค ทางสมองที่เรียกว่า Multiple Sclerosis โรครูมาตอยด์ ภาวะ Crohn’s Disease และใช้แทน Anti-interleukin 2 receptor ในคนที่รับการปลูกถ่ายไต โดยเป็นที่ทราบดีว่าโรคเรื้อรังในผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น โรคหลอดเลือดแข็งตัว ที่นำไปสู่ภาวะหัวใจหรือสมองขาดเลือด โรคสมองเสื่อม และแม้แต่โรคมะเร็ง มีสาเหตุมาจาก การอักเสบเรื้อรัง (Chronic inflammation) จึงมีผู้นำ MSC ไปใช้เพื่อลดการอักเสบในภาวะดังกล่าว เช่น ใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดในคนที่เป็นโรคหัวใจและสมองขาดเลือด ใช้ฉีดเข้าข้อเข่าในผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม นอกจากนั้นแล้วจากการศึกษาในห้องทดลอง พบว่า MSC จะสามารถ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ป้องกันการตายของเซลล์ปอดจากพิษของบุหรี่ในสัตว์ทดลอง ป้องกันการตายของเบต้าเซลล์ในตับอ่อนซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนอินซูลินช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ไม่เพียงแต่เท่านั้นในสภาวะที่เหมาะสม สามารถเลี้ยง MSC ให้เป็นเซลล์ตับ เซลล์กระดูก และกระดูกอ่อน ซึ่งการค้นพบ นี้อาจนำไปสู่การใช้ MSC ในการรักษาโรคกระดูกหักจากพันธุกรรม (Osteogenesis imperfecta) และโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) สำหรับขนาดของเซลล์ที่ใช้การศึกษาส่วนใหญ่เลือก ใช้ MSC ฉีดเข้าเฉพาะที่ เข้าทางหลอดเลือด หรือเข้ากล้าม ในขนาด 1-2 ล้านเซลล์ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็น ขนาดที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นการใช้เพื่อการรักษาโรค แต่สำหรับคนที่ต้องการใช้ MSC เพื่อฟื้นฟูสุขภาพหรือเป็นการฉีดเฉพาะที่ก็น่าจะใช้ในขนาดที่ต่ำกว่าได้
แหล่งอ้างอิง
ดร. นายแพทย์พัฒนา เต็งอำนวย (2555). ข้อคิดเกี่ยวกับสเต็มเซลล์บำ บัด : Stem Cell Therapy. วารสาร
สำนักการแพทย์ทางเลือก. ปีที่ 5. ฉบับที่ 2. 17-22. https://thaicam.go.th/wp-
conten t/uploads/2019/07/ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสเต็มเซลล์บำบัด.pdf

Heavy Metal Test

การสะสมของโลหะหนักส่งผลต่อการทำงานของเซลล์และอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ หลอดเลือด สมอง ตับ ไต และต่อมไร้ท่อ ยกตัวอย่างเช่น
การตรวจสารพิษโลหะในเลือดครอบคลุมสารพิษโลหะหนัก 5 ชนิด ดังนี้:
- Lead (ตะกั่ว)
- Mercury (สารปรอท)
- Aluminum (อลูมิเนียม)
- Cadmium (Urine) (แคดเมียม)
- Arsenic (Urine) (สารหนู)
- สารโลหะหนักเพิ่มการสร้างอนุมูลอิสระ อนุมูลอิสระคือ สิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายต้องการกำจัดออก หากร่างกายได้รับมากเกินไปจนไม่สามารถกำจัดออกได้ เซลล์ในร่างกายก็จะเกิดการเสื่อมของผนังเซลล์ และทำลายโครงสร้างทางพันธุกรรมหรือ DNA ได้รับความเสียหาย จนเกิดเป็นโรคมะเร็ง เป็นต้น
- สารโลหะหนักขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน ฮอร์โมนที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษโลหะหนัก ได้แก่ ฮอร์โมนอินซูลิน ฮอร์โมนเพศและก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด ภูมิแพ้ อ่อนเพลียเรื้อและโรคความจำเสื่อม เป็นต้น
- สารโลหะหนักเป็นพิษต่อเซลล์ โดยสารโลหะหนักต่างๆ จะเข้าไปทำลายทั้งผนังเซลล์และหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบ เปราะบางและขาดความยืดหยุ่น เสี่ยงต่อการตีบตันและแตก โดยเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ความดัน เป็นต้น
- สารโลหะหนักสามารถไหลผ่านรกได้ง่าย สารโลหะหนักสามารถผ่านเข้าต่อมน้ำนมและสายรก ทำให้เกิดผลเสียกับทารกในครรภ์หรือเด็กที่ดื่มนมแม่ได้โดยสารโลหะหนักจะเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโต ของเซลล์ประสาทและสมองที่ยังไม่แข็งแรงเต็มที่
ผู้ที่เสี่ยงต่อสารพิษโลหะหนักตกค้างในร่างกาย
- ผู้อาศัยใกล้แหล่งโรงงานอุตสาหกรรม
- ผู้ที่ีทำกิจกรรมกลางแจ้ง
- ผู้ที่ทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ
- ผู้ที่ทำสีผม ทำเล็บเป็นประจำ
- ผู้ที่ชอบทานอาหารทะเล
- ผู้ที่มีวัสดุอุดฟันแบบอะมัลกัม
- ผู้ที่ทานผักผลไม้เป็นประจำ



H. pylori
“ตรวจคัดกรอง H. pylori ในอุจจาระ ช่วยวินิจฉัยโรคกระเพาะอาหารให้ตรงจุด ซึ่งจะนำมาสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อตัวคุณเอง และเพื่อคนที่คุณรัก”
H. pylori (Helicobacter Pylori) หรือเชื้อเอชไพโลไร เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะอาศัยอยู่ภายในระบบทางเดินอาหาร มักไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ในบางกรณีการติดเชื้อชนิดนี้อาจส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ และอาจกลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร


วิธีการตรวจ
การเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อตรวจหาสารภูมิต้านทานหรือแอนติเจนซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori
อาการที่เหมาะกับการตรวจ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดแสบท้อง
- จุกเสียดลิ้นปี่ แน่นท้อง
- ท้องอืดอาหารไม่ย่อย
- ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร
- คัดกรองมะเร็ง MALT lymphoma
- ผู้ที่มีแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น
- คัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหาร
- มีอาการแน่นท้อง

