Anti-Aging

Basic Check Up
Live blood Analysis (LBA) ( เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์เลือดจากปลายนิ้ว)
Live blood Analysis ( LBA)คืออะไร … ?
จุดประสงค์ของการตรวจคืออะไร และบ่งบอกอะไรบ้าง … ?
เป็นการตรวจวิเคราะห์เลือดสดในขณะที่เซลล์เม็ดเลือดยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งสามารถบ่งบอกสภาวะทางสุขภาพเบื้องต้น เพื่อให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยต่อ โดยสังเกตุองค์ประกอบในเลือด ได้แก่ลักษณะของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว สารตกค้าง และรูปแบบการเรียงตัวของเม็ดเลือด ทำให้ทราบถึงความเสี่ยงของโรคต่างๆได้ และแนะนำการปฏิบัติตัวเบื้องต้นให้แก่ลูกค้า
สิ่งที่ LBA บ่งบอก ได้แก่
- การกระจายตัวของเม็ดเลือดแดง บ่งบอกถึงสภาวะการย่อยและการดูดซึม
- สารตกค้างในเลือด บ่งบอกถึงการสะสมของไขมัน โปรตีน และปัญหาของตับ สารพิษโลหะหนัก
- ลักษณะและคุณภาพของเม็ดเลือดแดง บ่งบอกถึงสภาวะ การขาดวิตามินและเกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายรวมถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมน
- ระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งดูได้จากคุณภาพของเม็ดเลือดขาว และแบคทีเรียในน้ำเลือด

..........................
..........................
มีข้อดีอย่างไรบ้าง และ ต่างกับการตรวจในโรงพยาบาลอย่างไร ...?
- LBA จัดเป็นการตรวจป้องกันโรคเพื่อดูแลสุขภาพคนไข้ได้อย่างแท้จริง กล่าวคือใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงของโรคอันเกิดจากพฤติกรรมของคนไข้ก่อนจะเกิดตัวโรคขึ้นจริง
- ผลการวิเคราะห์ที่ได้ครอบคลุมทุกระบบในร่างกาย จึงจัดเป็นการดูแลสุขภาพองค์รวม ทั้งนี้แพทย์สามารถใช้ผลการวิเคราะห์นี้เพื่อการวินิจฉัยการเกิดโรคโดยร่วมกับการสั่งตรวจค่าทางห้องปฏิบัติการหรือการตรวจทางคลินิก
- ไม่ต้องงดน้ำ
- งดอาหารก่อนตรวจ

องค์ประกอบในเลือดและการเรียงตัวรวมถึงคุณภาพเม็ดเลือด สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามลักษณะการดำเนินชีวิต อาหารที่รับประทาน รวมถึงการได้รับการรักษาที่ตรงจุด เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ การเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อวิเคราะห์ผล ควรทำเดือนละหนึ่งครั้ง หรือมากกว่านั้นตามแพทย์สั่งในกรณีคนไข้ที่ต้องการติดตามผลอย่างใกล้ชิด
ต้องเตรียมตัวก่อนมาตรวจอย่างไรบ้าง
การเจาะเลือดปลายนิ้วเป็นการวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพเบื้องต้น เป็นการดูถึงสภาวะปัจจุบันของคนไข้ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชีวิต ตั้งแต่การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ไปจนถึงการพักผ่อน ดังนั้นควรทำการตรวจในสภาวะปกติของคนไข้ ไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืองดอาหาร ซึ่งผลการตรวจเบื้องต้นนี้เราสามารถแนะนำคนไข้ในเรื่องต่างๆ และชี้ให้เห็นปัญหาที่มาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่นการรับประทานอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาลมากเกินไป หรือคนไข้ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอขึ้น
MRIT ( Molecular Resonance Imaging Technology )

Max Pulse (Cardiovascular & Autonomic Nervous System (ANS) Screening)
Max Pulse คือ เครื่องตรวจวัดสภาพภายในหลอดเลือดผ่านปลายนิ้ว ช่วยให้สามารถตรวจวิเคราะห์ความผันแปรของอัตราชีพจรสภาวะของเส้นเลือดระดับความเครียดอัตราเฉลี่ยการเต้นของหัวใจความยืดหยุ่นของหลอดเลือดและความสมดุลของระบบประสาท
การตรวจสุขภาพหลอดเลือดหัวใจ
หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำงานอย่างหนักทุกจังหวะการเต้นของหัวใจเป็นเสมือนสัญญาณบ่งบอกถึงสุขภาพ ของแต่ละบุคคลการละเลยอาการผิดปกติ จึงอาจส่งผลร้ายต่อชีวิต ได้อย่างคาดไม่ถึง
นวัตกรรมล้ำยุคในการตรวจร่างกายโดยใช้การส่งข้อมูลผ่านคลื่นเสียงแล้ววัดค่าการเปลี่ยนแปลงลักษณะคลื่นที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อส่วนต่างๆเซลล์โครโมโซมและฮอร์โมนที่จำเพาะเจาะจงของแต่ละอวัยวะแต่ละเซลล์แล้วเครื่องจะแปลสัญญาณการสะท้อนที่ส่งกลับมาจากสมองนำมาแสดงผลเป็นลักษณะสุขภาพเฉพาะบุคคลระบบการวิเคราะห์โรคด้วย MRIT มีความไวสูงจึงสามารถตรวจพบความผิดปกติถึงในระดับเซลล์ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงได้ตั้งแต่ช่วงที่ร่างกายยังไม่แสดงอาการของโรค
* เป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยง ไม่ได้ใช้ในการวินิจฉัยโรค *
Inbody (Body Composition Analysis)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกายได้มากกว่า 50 ประเภทซึ่งรวมถึงน้ำโปรตีนแร่ธาตุเปอร์เซ็นต์ไขมันและภาวะโภชนาการทำหน้าที่เสมือนเครื่องตรวจสอบสุขภาพอย่างแม่นยำด้วยคลื่นไฟฟ้าขนาดต่ำ วัดความต้านทานผ่านเซลล์ต่างๆ ในร่างกายวิเคราะห์องค์ประกอบภายในร่างกายได้มากกว่า 50 ประเภทวิเคราะห์อัตราส่วนระหว่างกล้ามเนื้อและไขมันวิเคราะห์ดัชนีมวลกายเปอร์เซ็นต์ไขมันวิเคราะห์ภาวะโรคอ้วน (Obesity Analysis)วิเคราะห์สุขภาพ สภาวะภายในของร่างกาย

Colon Hydrotherapy
การสวนล้างลำไส้ใหญ่คือ
การสวนล้างลำไส้ หรือ Detox หรือ Colon Hydrotherapy คือวิธีการทำความสะอาดและกำจัดของเสียออกจากลำไส้ใหญ่ ด้วยวิธีการสวนน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิ 38 องศา เข้าสู่ทวารหนัก ทีละน้อย อย่างช้าๆ ผ่านท่อสวนขนาดเล็ก เพื่อกระตุ้นลำไส้ให้มีการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดการขับของเสียออกมา เหมือนการถ่ายอุจจาระปกติ การปล่อยน้ำจะทำหมุนเวียนเป็นรอบไปเรื่อยๆ ประมาณ 45 นาที จนไม่มีอุจจาระออกและหลังจากนั้นก็จบวิธีการ
การทำโคลอน คือวิธีการกระตุ้นการทำงานของลำไส้ด้วยวิธีทางธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากการใช้ยาถ่ายอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะเป็นการขับของเสียเฉพาะครั้งนั้นยังเป็นการฟื้นฟูและฝึกฝน การทำงานของลำไส้ใหญ่ ให้มีประสิทธิภาพและแข็งแรงจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่แท้จริง
ประโยชน์ที่ได้รับ
การรับประทานอาหาร พวกเนื้อสัตว์ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรรต เช่น แป้งขัดสี อาหารมีกากใยน้อย ทำให้การทำงานของลำไส้ไม่ดี และการมีของเสียตกค้างในลำไส้ เป็นการสะสมสารพิษ และยังเป็นอุปสรรคต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รวมทั้งการดูดซึมสารอาหารที่ดีของลำไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยเรื้อรังบางประการ ดังนั้น การทำโคลอน จึงสามารถป้องกัน และบรรเทาอาการของโรคต่างๆดังนี้
กลุ่มอาการโรคภูมิต้านทาน
- โรคภูมิแพ้
- โรคหอบหืด
- โรคลมพิษ ผื่นแพ้
- ภาวะภูมิต้านทานต่ำ
- โรคภูมิต้านทานไวเกิน
- รูมาตอยด์ SLE
กลุ่มโรคทางเดินอาหาร
- ท้องผูก
- โรคลำไส้ระคายเคือง
- ลำไส้ใหญ่อักเสบ
- ท้องอืดท้องเฟ้ออาหารไม่ย่อย
- อาการมีกลิ่นปาก ลิ้นเป็นฝ้า แผลในปาก
- ริดสีดวงทวาร
กลุ่มโรคความเสื่อมของร่างกาย
- ผิวพรรณเหี่ยวย่น แห้ง ไม่สดชื่น
– โรคข้อเสื่อม
- โรคมะเร็ง
- ปวดศีรษะ ไมเกรน เครียดนอนไม่หลับ
ข้อควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
- 2 ชั่วโมงก่อนเข้ารับบริการทำโคลอน ควรทานอาหารเบาและงดอาหาร 2 ชั่วโมงก่อนรับบริการ
- หลังทำโคลอน ภายใน 10-15 นาที อาจมีอาการปวดอุจจาระ 1-2 ครั้งจึงไม่ควรเดินทางในช่วงนี้
- ระหว่างทำโคลอน ท่านจะมีอาการปวดท้องเป็นพักๆ ตามจังหวะการปล่อยน้ำเข้า แต่จะไม่มีอาการเจ็บปวดที่เกินกว่าปกติของการขับถ่าย
- บุคคลที่มีปัญหาเรื่อง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ได้รับการผ่าตัดช่องท้องมาก่อน ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
ผลข้างเคียงของการทำโคลอน
- อาจมีอาการอ่อนเพลียหลังทำ แต่ไม่มาก เพียงแค่ดื่มเกลือแร่ หรือซุป ก็จะทำให้รู้สึกดีขึ้น

Emowave
ค้นหาตัวตน และเพิ่มขีดความสามารถให้ตัวคุณ ใครบอกว่า อารมณ์ ความรู้สึก นึกคิด เป็นสิ่งที่วัดไม่ได้ emowave ก้าวสู่วิวัฒนาการเทคโนโลยี ของการถอดรหัสคลื่นสมอง ด้วยการค้นพบล่าสุดของ dr.dickson ที่สามารถถอดรหัสคลื่นสมองจากเสียงพูด จากการค้นพบว่าคำพูดที่เราเปล่งเสียงออกมา ในคลื่นเสียงนั้นจะมีคลื่นความถี่ของคลื่นสมองออกมาด้วย ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถวัดคลื่นความถี่ของสมองที่ปนมากับคลื่นเสียง แล้วนำไปถอดรหัสทางความคิด ด้วยการนำองค์ความรู้ด้าน ประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience), จิตวิทยา (Psychology), พฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral science), ชีววิทยาศาสตร์ (Bioscience) และ ดนตรีศาสตร์ (music science) มาผสานเข้าด้วยกันในการถอดรหัสคลื่นสมอง เป็นมิติด้านต่างๆ ได้แก่
จักระทั้ง 7 ที่บอกคุณสมบัติของตัวเองได้แก่
- เป้าหมายในชีวิต (Passion, purpose)
- ความเชื่อมั่นในตนเอง (self- believe)
- ความรอบรู้ในตนเอง (self-knowledge)
- การให้ความสำคัญระหว่างตนเองกับผู้อื่น (self-development)
- ความภาคภูมิใจในตนเอง (self-esteem)
- ความสามารถในการบริหารจัดการเรื่องเงิน (self-management)
- ความรู้สึกมั่นคงในชีวิต (foundation)
- ระดับความเครียดทางจิตใจ
- ลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล
- อารมณ์ความรู้สึกที่ปรากฎบ่อย
- มุมมอง แนวความคิด ของแต่ละคน
- ประสาทสัมผัสในการรับรู้โลกภายนอก
- ระดับการทำงานของสมองซีกซ้าย-ขวา ในการใช้ตรรกะ และความคิดสร้างสรรค์
- พฤติกรรมที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของคุณ ผ่านลักษณ์ทั้ง 9 แบบ ได้แก่
- คนเนี้ยบ สมบูรณ์แบบ (perfectionist)
- ผู้ให้ (helper)
- ผู้ใฝ่สัมฤทธ์ ผู้ชนะ (winner)
- คนโศกซึ้ง (romantic)
- นักสังเกตการณ์ (observer)
- นักปุจฉา (loyalist)
- นักผจญภัย (adventure)
- ผู้กล้ารักษาสิทธิ์ เจ้านาย (boss)
- ผู้ประสานไมตรี (mediator)
แค่เสียงพูดก็บอกความเป็นตัวตนของคุณได้ จะดีแค่ไหนถ้าเรารู้จักตัวเอง รู้ทันตัวเองมากขึ้น เพราะการที่เรารู้จักข้อดีข้อด้อยของตัวเอง จะสามารถช่วยให้เราพัฒนาตนเอง และเพิ่มขีดความสามารถให้ตัวเองได้ง่ายขึ้น และยังสามารถช่วยเปิดมุมมองของเราให้เข้าใจคนรอบข้างได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการสานความสัมพันธ์ ระหว่างคนรอบข้าง คนรักและคนในครอบครัว ให้เข้าใจซึ่งกันและกันเพิ่มการพัฒนาศักยภาพให้สมอง ส่งเสริมบุคลิกภาพ และความก้าวหน้าให้ชีวิต
นอกจากเทคโนโลยีการถอดรหัสสมองแล้ว emowave ยังสามารถใช้พัฒนาศักยภาพของบุคคลได้อีกด้วย ด้วยการทำดนตรีบำบัดเฉพาะบุคคล ที่เรียกว่า emopill ซึ่งเป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ของ emowave ไปพัฒนาเป็นคลื่นดนตรีที่ใช้เหนี่ยวนำการทำงานของสมอง เรียกว่า brain entrainment ช่วยให้สมองเกิดการพัฒนา มีการเชื่อมต่อเส้นประสาท ที่เรียกว่า neuroplasticity ทำให้สมองเกิดการเรียนรู้ใหม่ และมีการประสานการทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วยทำให้เกิดการพัฒนาสมอง ทั้งด้าน บุคลิกภาพ วิสัยทัศน์ การเรียนรู้ ความเป็นผู้นำ ความภาคภูมิใจและความมั่นใจในตนเอง ความจำ การปรับสมดุลอารมณ์และ

จิตใจ การนอนหลับ ช่วยลดความเครียดและคลายกังวล ทำให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วขึ้น สามารถใช้ร่วมรักษาโรคได้ในหลายๆด้านที่เกี่ยวข้องกับสมอง เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคอัมพฤตอัมพาต โรคเด็กสมาธิสั้น โรคออทิสติก เด็กพัฒนาการช้า โรคอัลไซเมอร์ โรคนอนไม่หลับ ภาวะเครียด หรือแม้กระทั้งช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนหนังสือ
Emowave ไม่เพียงแต่ช่วยค้นหาตัวตนที่แท้จริงของคุณ แต่ยังช่วยคุณค้นหาและพัฒนาศักยภาพในตัวคุณให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเพิ่มศักยภาพในตนเองในการทำงาน การเรียน หรือการสานสัมพันธ์กับคนรอบข้าง อย่าปิดกั้นตนเองอีกเลย emowave ช่วยคุณได้

H.O.T
(Hematogenous Oxygeneration Therapy)
H.O.T คือการนำเลือดออกมาประมาณ 50-80 ซีซี ในขวดที่ป้องกันเลือดแข็งตัว จากนั้นจะใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์เป็นตัวพาให้เลือดให้เรียงตัวเป็นโฟมและผ่านแสง (UVC Spectrum) กระบวนการนี้จะทำให้เลือดเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่สำคัญขึ้น เปลี่ยนเลือดสีดำให้เป็นเลือดสีแดงและมีพลัง แล้วหยดเลือดกลับเข้ามาในร่างกาย
ประโยชน์ที่ได้รับ
- เพิ่มออกซิเจนให้เลือด และเนื้อเยื่อ
- ระบบการไหลเวียนเลือดดีขึ้น
- ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น
- ทำให้เลือดเป็นกรดลดลง
H.O.T เหมาะกับใคร … ?
- บุคคลที่มีอาการอ่อนเพลีย ขาดออกซิเจน
- โรคความเสื่อม และโรคเรื้อรังของอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ข้อ
- โรคทางภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิแพ้เรื้อรัง SLE
- โรคจากการติดเชื้อทุกประเภท เช่น เชื้อไวรัส เชื้อรา และ การติดเชื้ออื่นๆ
ข้อควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
- ควรได้รับการตรวจประเมินร่างกายจากแพทย์
- บุคคลที่มีปัญหา โรคเลือดออกจากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยแพ้แสงอาทิตย์ ผู้ป่วยในขณะไทรอยด์เป็นพิษ และในขณะกล้ามเนื้อหัวใจตายอย่างเฉียบพลันไม่ควรทำ

PRP Therapy
(Platelets – Rich Plasma)
เกล็ดเลือดที่อุดมไปด้วยพลาสมาบำบัดได้รับการรับรองตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1990 ที่หลายๆคนยังไม่รู้ถึงประโยชน์ ของการรักษาด้วยวิธีนี้หลากหลายสาขาต่างๆ ทางการแพทย์ ประกอบไปด้วย ความหนาแน่นของประสาท การรักษาบาดแผล การศัลยกรรมกระดูก เพียงแค่เริ่มต้นสัมผัสการรักษาด้วยวิธีนี้ เราก็จะทราบถึงผลประโยชน์ต่อเนื่องที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาบำบัดด้วยวิธีนี้
PRP ที่อุดมไปด้วยพลาสมาบำบัด คืออะไร
คือ การฉีดให้ความเข้มข้นสูงของเกล็ดเลือดภายนอกเซลล์ที่อุดมไปด้วยพลาสมา ไปยังพื้นที่ ที่ได้รับการบาดเจ็บเพื่อทำความเข้าใจคุณค่าของการบำบัดรักษา ด้วยการฉีดให้ความเข้มข้นสูงของเกล็ดเลือดที่อุดมไปด้วยพลาสมา เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับเลือดก่อน ซึ่งเลือดจะประกอบด้วย พลาสมา เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดเมื่อเราได้รับการบาดเจ็บ เกล็ดเลือดจะช่วยสร้างและฟื้นฟูเนื้อเยื่อใหม่ และช่วยในการหยุดเลือด เพราะเกล็ดเลือด มีบทบาทสำคัญในการรักษาเนื้อเยื่อ ความเข้มข้นสูงของเกล็ดเลือด ยังช่วยเพิ่มกระบวนการบำบัดรักษาบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บโดยตรง
ผลประโยชน์ทางสรีระวิทยา ได้แก่
- เพิ่มการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ (เส้นเอ็น เอ็น เนื้อเยื่อ)
- ช่วยลดอาการอักเสบ
- ช่วยลดความเจ็บปวด
- ช่วยเพิ่มคอลลาเจน (ส่วนฐานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน)
- ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก
- ช่วยเพิ่ม angiogenesis (การพัฒนาของเซลล์เม็ดเลือดใหม่)

นักกีฬาระดับโลกหลายคน ยอมรับการรักษาบำบัดด้วยพลาสมา เช่น เมื่อเร็วๆนี้ Tiger Wood ประสบความสำเร็จจากการรักษาวิธี PRP ในหัวเข่าข้างซ้ายของเขา หลังจากเขาได้รับการผ่าตัด และ L.A. Dodgers Pitcher Takashi Saito เขาสามารถกลับมายังรอบตัดเชือก ในปี 2008 ได้ นี่เป็นผลของการบำบัดด้วยวิธี PRP เพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารอเมริกันเวชศาสตร์การกีฬา 2006 ครั้งประสิทธิผลของการรักษาด้วยวิธี PRP ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อศอกเรื้อรัง ในผู้ป่วย 15 คนที่ได้รับการบำบัดด้วยวิธีนี้ ผลการจัดทำเอกสารพบว่ามีผลการรักษาที่ดีขึ้น 60% ใน 8 สัปดาห์ 81% ใน 6 เดือน และ 93 % ใน 12-18 เดือน และไม่มีผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนที่พบในรายงาน
ปัญหาเกี่ยวกับเส้นเอ็น
การบาดเจ็บที่เส้นเอ็นมักจะกลายเป็นปัญหาที่เรื้อรัง เพราะปริมาณการไหลเวียนเลือดไม่เพียงพอ นักกีฬาและผู้คนที่ใช้แรงงาน มักจะมีปัญหาเหล่านี้และบางครั้งเกือบจะทุกอาชีพ หรืองานอื่นๆ ก็อาจเกิดปัญหาอาการบาดเจ็บเหล่านี้ ได้ การฉีด PRP นี้อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ลดอาการบาดเจ็บตรงจุดอย่างรวดเร็วและถ้าเน้นไปยังพื้นที่ของการบาดเจ็บ ซึ่งจะช่วยให้สามารถรักษาอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
กระบวนการ
เพียงแค่นำเลือดออกจากร่างกายของผู้ป่วยเองอย่างระมัดระวัง และทำให้บริสุทธิ์ด้วยเครื่องพิเศษในการผลิตพลาสมาเข้มข้นที่อุดมไปด้วยเกล็ดเลือด พลาสมาเหล่านี้จะถูกฉีดเข้าไปในบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บ เป็นขั้นตอนที่รวดเร็วและใช้เวลาน้อยมาก นอกจากนี้ยังปลอดภัย เพราะเกล็ดเลือดได้มาจาก เลือดของตัวผู้ป่วยเอง จึงไม่มีความเสี่ยงของการปฏิเสธ หรือปฏิกิริยาต่อต้าน

Bach's Flower
(Bach Flower Remedies)
โดย พลอยชมพู, นพ.อธิวัฒน์ พรศิริวิวัฒน์
โรคซึมเศร้า ความทุกข์ ความเครียด และอาการเจ็บป่วยทั้งหลายส่งผลให้เกิดโรคทางใจโดยในช่วง 10 ปีมานี้ คนไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นทำให้ปัญหาสุขภาพจิตที่เคยเป็นภัยเงียบ เริ่มส่งเสียงดังให้สังคมหันมาใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้น และกระตุ้นให้เราเริ่มตระหนักถึงมหันตภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใน
ความตื่นรู้ของสังคมกระตุ้นให้เราเริ่มสังเกตตัวเองมากขึ้น จนนำไปสู่การเยียวยาจิตใจซึ่งมีหลายวิธีการ เช่น การรักษาด้วยการกินยา ปรึกษาจิตแพทย์ และอีกหนึ่งศาสตร์ที่มุ่งเน้นการรักษาจิตใจโดยเฉพาะ คือ Bach Flower Remedies
หากเอ่ยถึง “บุปผชาติบำบัด” คงเป็นคำแปลกใหม่สำหรับคนไทยหลายคน แต่ในนานาประเทศ Bach Flower Remedies หรือการบำบัดด้วยน้ำดอกไม้เป็นที่รู้จักและนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ให้ผลการรักษาที่ดี มีประสิทธิภาพสูง ที่สำคัญไม่มีผลกระทบด้านลบใดๆ บุปผชาติบำบัดจึงการกลายเป็นการรักษาทางเลือกที่หลายคนต้องการ


Dr. Edward Bach, MB, BS, DPH
ที่มาภาพ: www.bachcentre.com
รู้จักที่มา
Bach Flower เกิดขึ้นจากความอุตสาหะและการวิจัยของ Dr. Edward Bach แพทย์ชาวอังกฤษ ท่านเกิดที่ Moseley ในปี ค.ศ. 1886 จบการศึกษาจากUniversity Collage Hospital in London ในปี ค.ศ.1912และเป็นแพทย์ประจำ ณ โรงพยาบาลดังกล่าว
Dr. Bach ได้เปิดศูนย์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพที่ ถนน Harley และเป็นหัวหน้างานวิจัยทางด้าน immunology (ภูมิคุ้มกันวิทยา) และ Bacteriologist (นักแบคทีเรียวิทยา) ที่ University Collage Hospital ในปี ค.ศ.1919 Dr.Bach ได้เริ่มงานทางด้าน Pathologist (นักพยาธิวิทยา) และBacteriologist (นักแบคทีเรียวิทยา)

Bach Centre, Mount Vernon
ที่มาภาพ: http://virtuebirthheart.blogspot.com/2012/08/the-bach-center.html
Dr.Bach สนใจศึกษาทางด้านอารมณ์และบุคลิกภาพของมนุษย์ และเริ่มนำพืชชนิดต่างๆมาค้นคว้าที่ห้องวิจัย จนกระทั่ง ค.ศ.1930 ท่านตัดสินใจออกเพื่อทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการค้นคว้า จนเกิดเป็น Bach Flower Remedies หรือ บุปผชาติบำบัด
ค.ศ.1934 Dr.Bachก่อตั้งศูนย์ Bach Centreที่Mount Vernonในหมู่บ้านOxfordshire village อันเป็นสถานที่ดำเนินงานทางด้านการวิจัยและรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีบุปผชาติบำบัด ณ ปัจจุบันศูนย์ Bach Center Mount Vernon ประเทศอังกฤษ เป็นศูนย์กลางในการผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านบุปผชาติบำบัดและพัฒนาจนเกิดศูนย์ Bach Center กว่า 50 ประเทศทั่วโลก
รู้จักบุปผชาติบำบัด
บุปผชาติบำบัด เป็นการรักษาโดยการปรับสมดุลทางจิตใจในระดับจิตสำนึก Dr.Bach ทำการศึกษาทางด้านอารมณ์และบุคลิกภาพของมนุษย์พบว่าสภาพจิตใจมีผลต่อการเจ็บป่วยทางร่างกาย การปรับสภาพจิตใจให้อยู่ในภาวะสมดุลนอกจากจะนำมาซึ่งความสงบภายในจิตใจแล้วยังเป็นการรักษาโรคอีกทางหนึ่งด้วย
มนุษย์เราตั้งแต่เกิดจนตายผ่านเหตุการณ์แต่ละช่วงวัยที่แตกต่างกัน สภาวะแวดล้อม สภาพสังคมและปัจจัยหลายด้านมีผลต่อสภาพจิตใจจนเกิดเป็นอารมณ์ ลักษณะนิสัยหรือแม้กระทั่งบุคลิกภาพ อาจกล่าวได้ว่าแต่ละบุคคลมีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ดังนั้นสภาพจิตใจของแต่ละคนจึงเป็นปัจเจก
Dr.Bachเปรียบเทียบจิตใจของคนกับ “หัวหอม” คือมีการแบ่งเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นคืออารมณ์ ลักษณะนิสัยและความนึกคิดที่หลากหลาย พอกพูนจนคลุมทับจิตของเราและก่อให้เกิดการขาดความสมดุลในที่สุด การรักษาจึงต้องค่อยๆ “ปอกหัวหอม” ออกที่ละชั้นตามขั้นตอนอย่างมีระบบเพื่อค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเราแล้วจึงปรับตัวตนหรือจิตใจสู่ความสมดุล ดังนั้น แต่ละขั้นตอนจึงจำเป็นต้องใช้เวลา ความอดทนและการทำงานอย่างมีระบบสอดประสานกันการรักษาโดยบุปผชาติบำบัดจึงควรอยู่ภายใต้ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมและรับรองจาก Bach Centerประเทศอังกฤษ เพื่อการรักษาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ยกตัวอย่างการเปรียบเทียบชั้นต่างๆของหัวหอม กับอารมณ์ของบุคคลหนึ่งที่มีนิสัยขี้เกรงใจทำให้คนอื่นจนเหมือนคนรับใช้ จนมีผลกระทบและแสดงออกทางอารมณ์เป็นชั้นๆ ดังนั้น ลักษณะภายนอกที่บุคคลนี้ที่แสดงให้คนอื่นเห็นคือการเป็นคนที่ขี้อิจฉา ชอบกล่าวโทษคนอื่น
ที่มาภาพ: http://ivyleagueinsecurities.com/2011/09/like-an-onion/
7 กลุ่มอารมณ์กับ 38 Remedies
Dr.Bach แบ่งอารมณ์มนุษย์ออกเป็น 7 กลุ่ม ในแต่ละกลุ่มใช้บุปผชาติบำบัดแตกต่างกัน โดยเป็นสารสกัดจากน้ำดอกไม้ 37 ชนิดและน้ำจากแหล่งธรรมชาติ 1 ชนิด รวมเป็น 38 ชนิด เรียกว่า 38 Remediesได้แก่
1. ความกลัว (Fear)
- Mimulus รู้ว่ากลัวอะไร
- Aspen สังหรณ์ใจ ไม่รู้กลัวสิ่งไหน
- Red Chestnut ใจแม่ห่วงเมื่อลูกอยู่แสนไกล
- Cherry Plum ไร้ซึ่งการควบคุมตน
- Rock Rose เปลี่ยนจากคนกลายเป็นหิน
2. ความไม่มั่นใจ (Uncertainty)
- Cerato ชอบถามคนอื่น เพราะลังเล
- Scleranthus A หรือ B เลือกสิ่งไหน
- Gentian สงสัยการเริ่มใหม่หมดกำลังใจ
- Gorse ยอมแพ้ไปคิดว่าไร้น้ำยา
- Hornbeam เหนื่อยหน่าย จิตใจอ่อนล้า
- Wild Oat มีปัญหาไม่รู้จุดมุ่งหมายในชีวิต
3. ไม่อยู่กับปัจจุบัน (Not sufficient in present circumstances)
- Clematis คิดถึงอนาคตแสนหวาน
- Honeysuckle หมกมุ่นวันวานไม่หวนกลับ
- Wild Rose ไร้แรงขับ ใช้ชีวิตไปวันๆ
- Olive สำหรับวันที่อ่อนเพลีย
- White Chestnut วนเวียนคิดอยู่ในหัว
- Mustard ฟ้าสลัวเศร้าทันใด
- Chestnut Bud ทุกข์ซ้ำร่ำไป ไร้การเรียนรู้
4. ความเหงา โดดเดี่ยว (Loneliness)
- Water Violet ชอบสันโดษ อาจดูเหมือนคนหยิ่ง
- Impatiens ไม่อยู่นิ่งชอบเร่งรีบ รวดเร็วหนา
- Heather พูดตลอดจนคนเอือมระอา เป็นที่มาของความเหงาทั้ง 3 เอย....
5. ไวต่อสิ่งเร้าและความคิดมากเป็นพิเศษ (Over-sensitivity to influences and idea)
- Agrimony จิตกังวลแต่ยังคงยิ้มสดใส
- Centaury คอยรับใช้คนอื่นไม่ฝืนหนี
- Walnut เปลี่ยนแผนฉับพลันในทันที
- Holly มีความเกลียดชังใส่ศัตรู
6. ความท้อแท้หรือสิ้นหวัง (Despondency or Despair)
- Larch ทำอะไรก็คงต้องล้มเหลว
- Pine ฉันมันเลว ฉันมันผิดอยู่เสมอ
- Elm ฉันทำได้ทุกอย่าง จนแทบเบลอ
- Sweet Chestnut คงไม่เจอความหวัง หมดอาลัย
- Star of Bethlehem เหตุการณ์ร้ายยังคงหลอกหลอนอยู่
- Willow หดหู่ใจเพราะคนอื่นทำร้ายฉัน
- Oak นอกแกร่ง ข้างในกลวง เหนื่อยทุกวัน
- Crab Apple เกลียดตัวฉัน ไม่พอใจสิ่งที่มี
7. การใส่ใจต่อสวัสดิภาพของคนอื่น หรือสิ่งอื่นมากเกินไป (Over-care for the welfare of other)
- Chicory ฉันรักเธอ เธอต้องรักฉันตอบ
- Vervain ชอบชักจูงฝูงชนคล้อยตามฉัน
- Vine บังคับ จิก สั่ง ได้ทุกวัน
- Beech กระสันชอบติเตียน พูดร่ำไป
- Rock Water ไซร้บังคับตนตามแบบแผน ไม่เว้นวัน
ข้อควรปฏิบัติขณะบำบัดด้วยบุปผชาติ
1. รับประทานยาตามกำหนดที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ
2. หมั่นสังเกตอารมณ์ และพฤติกรรมของตนเอง เรียนรู้ ยอมรับและเข้าใจ
3. Dr.Bach มักเน้นการรักษาด้วยบุปผชาติบำบัดว่า “Simplicity” คือ ทำทุกอย่างให้ง่าย ในการกินยาหากตรงตามจำนวนที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนด ถือว่าได้ผล
แม้บุปชาติบำบัดจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทยแต่เป็นทางเลือกใหม่แห่งการรักษา ด้วยกระบวนการที่เรียบง่าย ปลอดภัย และได้ประสิทธิภาพสูง Bach Flower Remedies จึงเป็นทางเลือกใหม่ของคนไทย

Acupuncture
ฝังเข็ม เป็นศาสตร์การรักษาโรคที่พัฒนามาจากการแพทย์จีนโดยมีการค้นคว้าวิจัยจนปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (NIH) รวมทั้งการสาธารณสุขของไทยต่างก็ได้รับรองว่าเวชกรรมฝังเข็มเป็น “การแพทย์ทางเลือก” ในการรักษาโรคที่สำคัญแขนงหนึ่ง
วิธีการรักษา
แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กปักลงบนผิวตำแหน่งต่างๆของร่างกายซึ่งเป็น “จุดฝังเข็ม” แล้วกระตุ้นด้วยมือ หรือใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าร่วมด้วย แพทย์จะกระตุ้นเข็มนานประมาณ 20-30 นาที จากนั้นจึงถอนเข็มออกโดยที่ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและไม่มีเข็มฝังค้างอยู่ในร่างกายแต่อย่างใด
โดยทั่วไปแล้วจะกระตุ้นวันละ 1 ครั้ง ประมาณสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง (แล้วแต่ชนิดโรค) และทำการรักษาติดต่อกันประมาณ 5-10 ครั้ง (แล้วแต่สภาพโรค) นอกจากนี้แล้ว ในบางกรณีอาจมีวิธีการักษาแบบอื่นๆร่วมด้วย เช่น การเคาะเข็มผิวหนัง การติดเข็มและเม็ดแม่เหล็กกระตุ้นจุดบนใบหู การครอบกระปุกดูด และการรมยาสมุนไพร

เวชกรรมฝังเข็มรักษาโรคได้อย่างไร?
การฝังเข็มเป็นการกระตุ้นตัวรับสัญญาณประสาทตามส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อออกฤทธิ์ปรับการทำงานของอวัยวะระบบต่างๆ ให้อยู่ในสมดุลตามปกติกระตุ้นการทำงานและการฟื้นตัวตัวของเซลล์ประสาท กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตช่วยผ่อนคลายและเสริมพละกำลังให้แก่กล้ามเนื้อลดการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆรวมทั้งปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วยจึงทำให้สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้
เวชกรรมฝังเข็มเมาะสำหรับรักษาโรคอะไรบ้าง ?
- การฝังเข็มมีฤทธิ์รักษาโรคกว้างขวางมาก สามารถใช้รักษาโรคในร่างกายได้ทุกระบบ ที่สำคัญได้แก่
- โรคทางระบบประสาท เช่น อัมพาต อัมพฤกษ์ อัมพาตของเส้นประสาท เฉพาะที่สมองเสื่อม ไขสัน
- หลังอักเสบหรือบาดเจ็บ ปวดศีรษะไมเกรน ปวดเส้นประสาทต่างๆ โรคเหน็บชา อาการสั่นกระตุก เวียนศีรษะ เป็นต้น
- โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและข้อกระดูก เช่น ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดศอก ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเข่า ปวดข้อมือข้อเท้า ข้ออักเสบ ข้อเสื่อม เอ็นและกล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกหรือกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท โรคนิ้วล็อค โรคไหล่ติด โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น
- โรคภูมิแพ้ เช่นภูมิแพ้จมูก หอบหืด ผื่นแพ้เรื้อรัง เป็นต้น
- นอกจากนี้ การฝังเข็มยังรักษาโรคอื่นๆได้อีกมากมาย เช่น กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง โรคประสาทลำไส้แปรปรวน กรดกระเพาะอาหารไหลย้อน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปวดประจำเดือน กลุ่มอาการหมดประจำเดือน หูตึงมีเสียงดังในหู เป็นต้น
- การฝังเข็มยังสามารถใช้บำรุงสุขภาพให้แก่ผู้ที่ยังไม่เจ็บป่วยได้อีกด้วย เช่นกระตุ้นภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ปรับการทำงานของสมองและระบบประสาท ช่วยให้ผ่อนคลาย ชะลอความจำเสื่อม ชะลอรอยเหี่ยวย่นของใบหน้า เป็นต้น
เวชกรรมฝังเข็มปลอดภัยแค่ไหน?
การฝังเข็มจะทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมมาโดยเฉพาะ จึงเป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยสูง โดยทั่วไปแล้วการฝังเข็มจะไม่มีผลข้างเคียงใดๆต่อโรคที่ป่วยเป็นอยู่เดิม สามารถใช้การฝังเข็มรักษาควบคู่ไปกับการรักษาทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน และแผนโบราณอื่นๆ เข็มที่ใช้รักษาจะเป็นเข็มใหม่แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จึงสามารถป้องกันการติดเชื้อระหว่างบุคคลได้ปลอดภัยที่สุด

Ozone Therapy
การบำบัดด้วยโอโซน (Ozone Therapy) ถูกค้นพบโดยนักเคมีชาวเยอรมันชื่อ Christian Frederick Schonbein ในปี ค.ศ.1840 แรกเริ่มมีการใช้โอโซนในการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดห้องผ่าตัด และฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม ต่อมาโอโซนใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ โดยการดึงเลือดของผู้ป่วยออกมาประมาณ 10 cc แล้วใส่โอโซนให้กับเลือด แล้วจึงนำกลับเข้าไปที่กล้ามเนื้อสะโพก (Auto Vaccine) โดยพบว่าการรักษาได้ผลลัพธ์เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการทำโอโซนบำบัดในปัจจุบัน
การรักษาด้วยโอโซนหรือโอโซนบำบัดคือการนำโอโซนทางการแพทย์ที่มีความบริสุทธิ์และปลอดภัยมาใช้ในการรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพช่วยกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูของร่างกายเพิ่มภูมิต้านทานและช่วยชะลอการเสื่อมของร่างกายคุณสมบัติของโอโซนยังสามารถฆ่าเชื้อโรคต่างๆไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียเชื้อไวรัส

หรือเชื้อราบางชนิดนอกจากนั้นยังช่วยทำให้หลอดเลือดสะอาดและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดอีกด้วยโอโซนที่ใช้เป็นโอโซนเกรดการแพทย์ที่ถูกผลิตโดยเครื่องผลิตโอโซนหรือ Ozone generator รุ่น Hyper Medozon Comfort ซึ่งเป็นเครื่องผลิตโอโซนรุ่นใหม่ล่าสุดของบริษัท Herrmann จากประเทศเยอรมันมีระบบความปลอดภัยสูงควบคุมการจ่ายโอโซนด้วยคอมพิวเตอร์อีกทั้งมีระบบป้องกันการปนเปื้อนจากเลือดที่นำมาผสมโอโซนรวมถึงมีระบบคัดกรองฟองอากาศในเลือดที่อาจมีอันตรายไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดจึงมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยและได้มาตรฐานวิธีการรักษาคือการนำเลือดของผู้ป่วยออกมาประมาณ 150-200 มิลลิลิตรผสมกับโอโซนจาก Hyper Medozon comfort หลังจากผสมกับโอโซนแล้วจะพบว่าสีของเลือดจะแดงมากขึ้นทันทีโดยสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจากนั้นจึงนำเลือดดังกล่าวที่ได้ผสมโอโซนแล้ว (Ozonated Blood) กลับเข้าไปให้ผู้ป่วยโดยระยะเวลาในการทำประมาณ 20-30 นาทีโดยสามารถให้ร่วมกับวิตามินทางหลอดเลือดเพื่อให้ผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้นตามความต้องการของแต่ละบุคคล
ภาวะที่สามารถใช้โอโซนในการรักษาได้แก่
- ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง
- อาการปวดเรื้อรัง
- ปวดไมเกรน
- Office syndrome
- โรคภูมิแพ้เรื้อรัง
- โรคเกี่ยวกับภูมิต้านทานผิดปกติ
- โรคข้ออักเสบ
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคเกี่ยวกับการไหลเวียนของหลอดเลือดผิดปกติ
- โรคหลอดเลือดสมองตีบ
- ภาวะหลังการเกิด stroke
- หลอดเลือดส่วนปลายตีบจากโรคเบาหวาน
- มะเร็งเป็นการรักษาร่วม
- โรคหอบหืดถุงลมโป่งพอง
- โรคติดเชื้อได้แก่แบคทีเรีย, ไวรัส, และเชื้อรา
- เริม และงูสวัด
- ภาวะพื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัด
ประโยชน์ของโอโซนบำบัด
- กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวให้มีปริมาณเพียงพอต่อการปกป้องร่างกาย
- เพิ่มประสิทธิภาพในการกัดกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว จากระดับ interferon gamma ที่เพิ่มขึ้น 400-900%
- กระตุ้นการหลั่ง interleukin จาก lymphocyte เพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรค
- เพิ่มความยืดหยุ่นของเซลล์เม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง จึงทำให้เซลล์เม็ดเลือดสามารถเคลื่อนตัวผ่านไปยังหลอดเลือดฝอยเล็กๆ ได้เพิ่มขึ้น มีประโยชน์ในการรักษาแผลเรื้อรังจากเบาหวาน และแผลกดทับ
- เพิ่มการผลิตพลังงานใน mitochondria ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย และเพิ่มสมรรถภาพการออกกำลังกายในกลุ่มนักกีฬา
- กระตุ้นการสร้างเอนไซม์ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ได้แก่ superoxide dismutase, catalase, และ glutathione peroxidase

IV Nutridrip
CHELATION
การล้างสารพิษทางหลอดเลือดด้วยสารประกอบประเภทกรดอะมิโน ที่เรียกว่า EDTA ผสมกับวิตามินและแร่ธาตุ EDTA ทำหน้าที่สำคัญในการจับสารพิษโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู หรือแม้แต่แคลเซียมส่วนเกินซึ่งสะสมตกค้างใน เนื้อเยื่อและพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือด แล้วขจัดออกผ่านระบบทางเดินปัสสาวะ
MEGA C
การให้วิตามินซีเข้มข้นควบคู่กับแร่ธาตุและวิตามินอื่นหลายชนิดทางหลอดเลือด จะช่วยให้เซลล์ได้รับสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระได้โดยตรง เพื่อหวังผลในการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพร่างกายอย่างรวดเร็ว นิยมให้กับผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยเฉพาะไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ และผู้ที่มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรงจากทำงานหนัก เครียด พักผ่อนน้อย หรืออยู่ในระยะพักฟื้นจากการเจ็บป่วย

MYER’S COCKTAIL
การให้สารอาหารทางหลอดเลือด ประกอบด้วยเกลือแร่ แมกนีเซียม วิตามินซี และวิตามินบีรวม ซึ่งมีคุณสมบัติในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างรวดเร็ว ลดการอักเสบ ช่วยบำรุงร่ายกายและระบบประสาท เหมาะสำหรับผู้ที่อ่อนเพลียจากการทำงานหนัก มีความเครียด พักผ่อนน้อย
HANGOVER DRIP
การให้สารน้ำควบคู่กับแร่ธาตุและวิตามินที่ช่วยคลายอาการเมาค้าง บรรเทาอาการคลื่นไส้ วิงเวียน ลดอาการขาดน้ำ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และทำให้รู้สึกสดชื่น พร้อมทำกิจวัตรประจำวันในรุ่งขึ้น
C.E.P ( Cellular Energy Produced )
การให้สารอาหารประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายวิตามิน ทำหน้าที่เป็น Coenzyme ช่วยในกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลและสารอาหารอื่นๆ ให้ เป็นพลังงาน จึงมีผลช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น มีส่วนสำคัญในการช่วยเผาผลาญอาหารโดยเฉพาะการเปลี่ยน Glucose เป็น พลังงาน
DETOX COCKTAIL
การให้สารน้ำทางหลอดเลือด ด้วยส่วนผสมทางชีวภาพทรงคุณค่าต่อผิวพรรณซึ่งคัดสรรมาเป็นอย่างดีถึง 30 ชนิด เช่นคอลลาเจนทะเล สารสกัดจากเปลือกสนลูกเกด น้ำมันเมล็ดสีดำ ไลโคปีน และกรดอัลฟาไลโปอิก จึงช่วยล้างสารพิษ บำรุงผิว แก้ปัญหาผิวร่วงโรย อ่อนล้า และปรับสภาพผิวให้กระจ่างใส ดูอ่อนกว่าวัยยิ่งขึ้น โดยตรงเข้าไปฟื้นฟูสภาพผิวในชั้นลึก
BRAIN RECOVERY
การให้สารน้ำทางหลอดเลือด ที่มีส่วนผสมของวิตามินและสารอาหารหลากหลายชนิด ที่มีส่วนช่วยบำรุงการทำงานของสมองและฟื้นฟูระบบความทรงจำให้ดีอยู่เสมอ
LIPID THERAPY
การให้วิตามินทางหลอดเลือดที่ช่วยฟื้นฟูการทำงานของไมโตรคอนเดรีย ลดอาการเหนื่อยล้า ลดระดับไตรกลีเซอไรด์และไขมันไม่ดีในเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
GUT RESTORE
การให้สารน้ำทางหลอดเลือด ที่เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียความสมดุลการทำงานของระบบลำไส้ เช่น มีอาการท้องเสีย ท้องอืดเป็นประจำ รวมถึงซ่อมแซมผนังลำไส้ที่เสียหายให้กลับมาเป็นปกติและทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
PERFECT SLIM
การให้สารน้ำทางหลอดเลือด เพื่อให้ร่างกายสดชื่น ด้วยองค์ประกอบของวิตามินซีและวิตามิน บี คอมเพล็กซ์ พร้อม L-Carnitine ที่ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายเร่งดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน

Electro Lymphatic Drainage

กระตุ้นต่อมน้ำเหลือง ล้างสารพิษในร่างกาย
การนวดระบายน้ำเหลืองคือการนวดแบบไม่มีน้ำหนัก แต่นวดเป็นจังหวะและเน้นไปที่ระบบไหลเวียนของน้ำเหลืองเพื่อที่จะทำให้เกิดการล้างพิษโดยการกระตุ้น ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบไหลเวียนน้ำเหลืองและนอกจากนี้ยังช่วยคืนความสมดุลของของเหลวในร่างกาย กระชับกล้ามเนื้อ ผิวและสร้างความผ่อนคลายอีกด้วย

PRP
(Platelet Rich Plasma Therapy) การรักษาอาการปวดข้อด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการรับการรักษาที่ได้ผลดี โดยไม่ต้องผ่าตัดช่วยในการรักษาอาการ
- บาดเจ็บของเส้นเอ็นและไขข้ออักเสบ
- อาการบาดเจ็บที่เข่า คอ หลังส่วนล่าง สะโพก ข้อศอก และข้อเล็กๆ
- กล้ามเนื้อฉีกขาด ปวดเคล็ด อาการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นและเอ็นยืด
- ความผิดปกติของกระดูกสันหลังและไหล่
- เอ็นข้อไหล่ฉีก เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ไหล่ติด
- ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกอื่นๆ


P-SHOT for Erectile Dysfunction
การรักษาโรคสมรรถภาพทางเพศชายเสื่อม ด้วยการใช้ Platelet Rich Plasma (PRP) คือการใช้เลือดของคนไข้มาผ่านกระบวนการแยกส่วนประกอบที่เรียกว่า Plasma ซึ่งจะประกอบไปด้วย Platelet (เกล็ดเลือด) และ Growth Factors ที่มีความเข้มข้นสูง มาฉีดที่อวัยวะเพศชาย เพื่อกระตุ้นหลอดเลือดบริเวณอวัยวะเพศ ใช้ควบคู่กับการฉีด MSC (Mesenchymal Stem Cell) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมมากขึ้น

ข้อควรปฎิบัติหลังฉีด
1. จะรู้สึกหน่วงบริเวณอวัยวะเพศ 2 วัน
2. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-2 วัน
3. พักผ่อนเยอะๆ
4. สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หลังฉีด 2 วัน
การเตรียมตัวก่อนฉีด
1. งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1 วัน
2. งดยาแก้อักเสบ 1-2 วัน
3. ควรแจ้งแพทย์ หากมีโรคประจำตัว

CAVI
การตรวจวัดความแข็งของหลอดเลือดที่ให้ค่าค่อนข้างแม่นยำและคงที่ ไม่ว่าภาวะ ความดันโลหิตจะเพิ่มสูงขึ้นหรือลดลง อีกทั้งยังสามารถจะประเมินความเสี่ยงต่อ การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ในอนาคตรวมทั้งช่วยให้แพทย์เตรียมวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสม
